• หน้าแรก    English English   หัวข้อฯ update! หัวข้อฯ update!  แสดงรายนามสมาชิกฯ รายนามสมาชิกฯ  ระบบค้นหาข้อมูลภายใน MASTERBOBI Board ค้นหา   Help! Help!
   สมัครสมาชิกแล้วใช้ได้ทันที สมัครสมาชิกแล้วใช้ได้ทันที   เข้าสู่ระบบ เข้าสู่ระบบ
Jump Menu 
คุยกับอาจารย์โบบิ ผู้เชี่ยวชาญด้านแว่นโพรเกรสซีฟไฮเอนด์
 MASTERBOBI : คุยกับอาจารย์โบบิ ผู้เชี่ยวชาญด้านแว่นโพรเกรสซีฟไฮเอนด์
หัวเรื่อง หัวข้อสนทนา: บทสัมภาษณ์อาจารย์โบบิ โดยพลอยแกมเพชร     ร่วมแสดงความคิดเห็นสร้างหัวข้อสนทนาใหม่
ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น
ข้อความ << หัวข้อก่อนหน้า | หัวข้อถัดไป >>
administrator
Admin Group
Admin Group
ภาพสัญลักษณ์

ร่วมเป็นสมาชิกเมื่อ: 25 January 2003
ตอบ: 219
แสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่: 10 February 2008 เวลา 19:03 | IP อ้างถึงข้อความของ administrator

“ ความสุขที่ให้ด้วยใจ ”

บทสัมภาษณ์ คุณโบบิ ผู้อำนวยการศูนย์แว่นตาไอซอพติก

โดย วิมลรัตน์ เจนจรัสสกุล

 

 

ในร้านสีขาวสะอาดบนชั้น ๔ ของตึกเอราวัณ แบงค็อก ชายหนุ่มในภาพกำลังวัดสายตาให้ลูกค้าอย่างทะมัด ทะแมงและเอาจริงเอาจัง

 

          ‘สมบูรณ์ เชาวนโกศล’ หรือคุณ โบบิ มีลูกค้าแวะเวียนมาหาตลอดวัน จน ต้องนัดพบกับเราตอนพลบค่ำจวนเจียนจะถึงเวลาปิดร้าน

          มองผาดๆ ร้านไอซอปติก ( ISOPTIK ) แทบไม่ต่างจากร้านแว่นตาอื่นๆ แต่ถ้าลองมาตรวจวัดดูแล้วจะรู้ว่าที่นี่เป็นศูนย์ที่เชี่ยวชาญในการทำเลนส์โพรเกรสซีฟระดับไฮเอนด์ชนิดหาตัวจับยาก

          ถึงตอนนี้หลายคนคงสงสัย--เลนส์โพรเกรสซีฟไฮเอนด์คืออะไร มาดูความแตกต่างเมื่อเทียบกับเลนส์โพรเกรสซีฟทั่วไปกันดีกว่า

          “เลนส์โพรเกรสซีฟทั่วไป มองได้หลายระยะก็จริง แต่พอเหลือบดูรอบๆ ภาพจะมัว มุมมองแคบมาก มองลงข้างล่างปั๊บ รู้สึกพื้นลอย ปรับตัวยาก เดินลำบาก ใส่ไม่สบาย แต่ถ้าใช้เลนส์โพรเกรสซีฟระดับไฮเอนด์ จะให้คุณภาพการมองเห็นได้ในระดับสูงสุด ชัดทุกระยะในเสี้ยววินาทีอย่างเป็นธรรมชาติ ปรับตัวได้ทันทีและใส่สบายตลอดวัน

 

   

 

...ความสามารถในการมองเห็นชัดทุกระยะในเสี้ยววินาทีเป็นสิ่งที่ติดตัวเรามาแต่กำเนิด ความสามารถในการเพ่งมองของคนเราจะลดลงตามวัย แต่พออายุ 40 เลนส์ตาจะเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นตามอายุที่มากขึ้น ปรับโฟกัสได้ไม่รวดเร็วเหมือนเดิม เวลามองใกล้ต้องเพ่งและเพิ่มแสงสว่างมากกว่าปกติ เหนื่อยล้าง่ายเมื่อต้องทำงานเอกสารจำนวนมาก อาการเหล่านี้ เรียกว่า สายตายาวระยะใกล้

          วัยเด็กเราเพ่งสายตาอ่านหนังสือในระยะ 20 เซนติเมตรได้เลย (หยิบหนังสือมาดูห่างจากจมูกไม่มาก) สบายมาก เด็ก 4 ขวบ มีกำลังการเพ่งมากกว่าผู้ใหญ่อย่างน้อย 2 ไดออปเตอร์ ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเพ่งได้มากกว่าปกติ 200 พออายุ 8 ขวบก็เขยิบออกไป พอ อายุ 12-16 ปีก็เขยิบออกไปอีก”

          แต่ใช่ว่าลูกค้าของผมทุกคนจะอายุเลย 40 ปีนะคะ มีทุกวัยและมาด้วยปัญหาต่างๆกัน

 

 

          “ลูกค้ามาหาผมเพราะว่าแว่นเขาต่ำไป สูงไป ชิดหน้าไป ห่างไป แว่นเบี้ยว เลนส์โค้งหรือแอ่นไป แล้วเขาปวดหัว

          ...ถ้าคนสายตาสั้นน้อย ยาวน้อย ผลข้างเคียงก็น้อย แต่คนที่สายตาสั้นมาก ยาว มาก ตั้งแต่ 600 ขึ้นไป ( - 6.00D ) จะมีอาการปวดหัวรุนแรง มองไม่ชัด หรือรู้สึกว่าพื้นลอย ทรมานมาก ทำงานไม่ได้

          ...ตัดแว่นมาปุ๊บ ถ้าใช้ไม่ได้ แล้วเขาฝืนใช้ ก็ทนทรมานหรือฝืนได้ประมาณ ๓ เดือน หลังจากนั้น สมองจะปรับตัวเข้า หาเลนส์หรือตำแหน่งแว่นที่ไม่ถูกต้องได้

          ... สมองเราอัจฉริยะมากครับ ไม่ว่าใครก็สามารถใส่แว่นที่กำลังเลนส์ผิดไป 100-200ได้ เนื่องจากคนเรามองด้วยตา แต่เห็นด้วยสมอง เมื่อเราใส่แว่นที่ไม่ถูกต้อง ภาพไม่ชัด สมองก็จะทำงานแบบโปรแกรมโฟโต้ช็อปในคอมพิวเตอร์ แต่งภาพให้เสร็จ

          ...แต่ก็กินกำลังเครื่องมากคือกำลัง สมอง ประสาท และสายตา ต้องคอยตี ความภาพให้เราตลอดเวลา ตาเราต้องคอยเพ่งเพื่อให้เห็นทุกอย่างชัด

          ...พอเพ่งแล้วเห็นชัด สมองก็จะเอากำลังที่มีอยู่ไปทุ่มที่การเพ่งหมด ความสามารถในการคิดก็จะลดลง

          ...ฉะนั้น พอสมองหมดแรงเพ่ง อาการแรกที่นำมาก่อนเลยคือคิดอะไรไม่ออก ไปหมดกำลังตรงนั้นก่อน แล้วค่อยแสดงอาการเห็นไม่ชัดหรือ สายตาล้า คนส่วนใหญ่ไม่รู้ข้อนี้

          ...ทีนี้ถ้าเราสามารถ สร้างสมดุล ไม่ให้สายตาเพ่งมากหรือน้อยเกินไป ก็จะช่วย การทำงานของ สมองให้เหนื่อยน้อยลงได้

          ...ถ้าเราสามารถทำให้มนุษย์มองเห็น ได้ดีขึ้น สบายขึ้น เขาฉลาดขึ้นแน่นอน เพราะ สมองเอาแรงไปคิดไปตีโจทย์ได้มากขึ้น ไม่มัวแต่โหมงานอยู่กับการเพ่ง

          ...ดังนั้นสิ่งควรระวังในความเห็นของผมคือแว่นตา ให้เวลาเต็มที่เลยนะ สาม วัน ถ้ายังใส่ไม่ สบาย ไม่ควรฝืนใส่ ไม่เช่นนั้นคุณจะใส่แว่นนั้นได้จริงๆ อย่างนั้นนะน่ากลัว เพราะกระทบสุขภาพสายตาและสุขภาพ สมอง

          ...พอใส่ไม่สบายจะปวด พอปวด สมองจะพยายามทุกวิถีทางที่จะปรับระบบไม่ให้ปวด เปลี่ยนลักษณะการเพ่ง ลักษณะ การโฟกัสตามแว่นเลย แล้วก็ปรับได้จริงๆ

          ...ถามว่าใส่แว่นนั้นได้มั้ย ก็ใส่ได้ แต่สิ่งที่ตามมาคือสายตาเราแย่ลง เพราะต้องฝืนตัวเองตลอดเวลา

          ...เลนส์ตาคนเรา ให้นึกถึงซิลิโคนที่ยืดหยุ่นได้สูงมาก ใน ภาพปรกติ พอเราผ่าเลนส์ตาตามขวาง รูปร่างจะเหมือนข้าวสารหรือขนมครกสองฝาประกบกัน

          ...เมื่อเลนส์ตาอยู่ในตำแหน่งมองไกล ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เราพักสายตา เลนส์จะอยู่ใน ภาพแบน ปล่อยตัวตามสบาย กล้ามเนื้อตาและระบบการมองเห็นของเราจะอยู่ในสภาวะพักผ่อนไปด้วย

          ...การมองระยะใกล้ต้องมีการเกร็งกล้ามเนื้อตา เพื่อบังคับให้เลนส์โก่งตัว ให้ภาพมาตกพอดีจอตาที่ระยะใกล้

          ...กรณีที่เรามีค่าสายตา 200 แล้ว ไปใส่เลนส์ 300 ใหม่ๆจะรู้สึกมึน เห็นไม่ชัด หรือชัดก็ไม่สบายตา เดินยาก พื้นลอย ปวดหัว แต่พอใส่ไป 2-3 เดือน เลนส์ตาจะโก่งตัวมันเองเพื่อชดเชยภาพให้สมอง

          ...แล้วอาการนี้จะพัฒนาเป็นสายตาสั้นแท้ในที่สุด คือเลนส์โก่งตัวอยู่อย่างนั้นไม่คลายตัวอีกแล้ว กล้ามเนื้อตาเสียความยืดหยุ่น เรียกว่ากล้ามเนื้อเสื่อม”

 

 

          คุณโบบิอธิบายว่า สายตาสั้นเทียมมักจะเกิดกับเด็ก แล้วที่เรียกว่าเทียม ก็เพราะยังแก้ไขให้เป็นปรกติได้

          “เด็กสายตาสั้นเทียม มักจะเกิดจากการอ่านหนังสือในที่ที่แสงไม่พอ ฝืนใช้สายตาเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง ติดต่อกันนานสองสามสัปดาห์ หรือใช้คอมพิวเตอร์แล้วไม่ยอมพักผ่อน อดนอน โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดเกมส์ออนไลน์

          ...เมื่อไปโรงเรียน มองไกล ก็จะบอกผู้ปกครองว่ามองกระดานไม่เห็น เนื่อง จากเลนส์ตาถูกบังคับให้เพ่งระยะใกล้มา ตลอด เลยค้างเกร็งอยู่อย่างนั้น ไม่คลายตัว พอมองไกลเลยไม่ชัด

          ...ถ้าสายตาสั้นเทียม ได้พักสายตาหน่อยก็จะหายจากอาการสายตาสั้น คือเลนส์ตายังคลายตัวได้ ผมพูดเสมอว่าพาไปปล่อยเกาะที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ แค่สองสามวันก็หายแล้ว แต่ถ้ากลายเป็นสายตาสั้นแท้ จะไม่หายอีกเลย แก้ยาก ต้องใช้แว่น

          ...สายตาสั้นแท้หรือเทียม ใช้เรติโนสโคปตรวจดูได้ครับ แต่ถ้าใช้เครื่องคอมฯตรวจจะไม่ 100% โดนตาเด็กหลอกประจำ เพราะเด็กเพ่งได้ 2 ไดออปเตอร์

          ...คอมพิวเตอร์แค่ยิงแสงเข้าไป แล้ว วัดแสงที่ สะท้อนกลับมา ณ เวลานั้นว่าแสง ตกก่อนถึงจอตา หรือตกเลยจอตาไปเท่าไร คำนวณออกมา ‘ตามตำแหน่งของเลนส์ตาขณะนั้น’

          ...ถ้าเลนส์ตาตอนนั้นโก่งตัวอยู่ ผลก็จะออกมาแบบนั้น ซึ่งผิดจากความเป็นจริงในเวลาอื่นๆ คอมพิวเตอร์รุ่นสิบกว่าปีที่แล้วมีโอกาสถูกตาเด็กหลอกสูงถึง 70-80%

          ...เราใช้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ มีการฟ็อก คือทำให้ภาพชัดแล้วมัวสลับกันไป เด็กก็ต้องปรับสายตา เลนส์จะยืดหยุ่นตัวตาม ไม่สามารถเพ่งได้ เราก็จะเห็นประสิทธิ ภาพของเลนส์จริงๆว่าเป็นอย่างไร เวลาที่เด็กปรับสายตาดูภาพที่ชัด-มัว ชัด-มัวอยู่นี่ เครื่องจะยิงแสงออกมาถี่ยิบเลยเพื่อวัดค่าเฉลี่ย แล้วจึงคำนวณ

 

 

          ...แต่ถึงจะทำได้ขนาดนั้น เราก็เชื่อถือได้เพียง 80% ต้องใช้การวัดสายตาด้วยลำแสงเรติโนฯร่วมด้วย แต่ความยากอยู่ตรงวิธีใช้ คุณต้องอ่านลำแสงให้ได้ รู้ว่าต้องทดด้วยกำลังเลนส์เท่าไร คนใช้เครื่องนี้ต้องคำนวณเองเป็น”

          เรติโน โคปยังช่วยคำนวณหาความโค้งของกระจกตา ว่ามีสายตาเอียงที่กระจก ตาหรือเปล่า

 

 

          “สายตาเอียงส่วนใหญ่อยู่ที่กระจกตา แต่ก็มีสายตาเอียงที่เลนส์ตากับจอประสาทตาด้วย อันนี้ค่อนข้างซับซ้อน

          ...จอประสาทตาคือเรตินา

          ...เลนส์ตาคือเลนส์ที่มีความยืดหยุ่น

          ...ส่วนกระจกตาไม่มีการเปลี่ยน เป็น อย่างไรตั้งแต่เกิดก็เป็นอย่างนั้น แล้วกระจก ตาของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน

          ...ถ้ากระจกตามีความโค้งที่แนวขวาง กับแนวตั้งไม่เท่ากันสายตาเอียงแน่นอน

          ...สายตาที่ทำให้ปวดหัวก็คือสายตาเอียง เพราะ สมองพยายามปรับภาพ แต่ พอปรับอย่างนี้ ตาข้างหนึ่งก็ไม่สบายตา ปรับ แบบนี้ อีกข้างก็ไม่สบายตา เลยปวดหัว

          ...ผ่านไปนานๆ สมองจะป้องกันตัวเองให้พ้นจากความเจ็บปวด ด้วยการกดระบบประสาทตาข้างใดข้างหนึ่งไว้ แล้วรับภาพจากตาทีละข้างเท่านั้น อันนี้ใช้ระบบสามมิติเช็คได้ว่า สมองกำลังรับภาพจากตาทีละข้างหรือเปล่า บางคนไม่รู้ตัวนะครับ

          ...สายตาเอียงนี่ เวลาปวดหัวมักจะปวดบริเวณขมับหรือท้ายทอย เพราะเป็นส่วนที่ประสาทไปไขว้กันอยู่ คือสมองซีกขวาจะรับภาพที่อยู่ทางด้านซ้าย ขณะที่สมองซีกซ้ายจะรับภาพที่อยู่ทางด้านขวา ดังนั้นคนที่สายตาเอียง เวลาปวดหัวเขาจะปวดข้างเดียว แล้วลามลงมาท้ายทอย ถึงได้เข้าใจผิดว่าเป็นไมเกรน

          ...ส่วนการปวดศีรษะในกลุ่มที่สายตา ยาวจะปวดกระบอกตา ปวดหว่างคิ้ว เพราะ บางทีพอ มองเห็นไม่ชัดก็จะพยายามเพ่ง พอเพ่งแล้วเห็นชัดก็จะเพ่งอยู่อย่างนั้น นาน เข้าเลยปวด

          ...แต่กลุ่มสายตาสั้นจะไม่ปวดหัว เพราะเพ่งแล้วเห็นไม่ชัด เพ่งอีกทียังเห็นไม่ ชัด สมองเลยหยุดเพ่งไปเอง (ยิ้ม)

          ...เรื่องสายตานี่ ต่างประเทศเขาซีเรียส มาก มีวิชาวัดสายตา มีระบบสอบ ระบบควบคุมคุณภาพบุคลากรที่เข้มงวด แต่เมืองไทยไม่มีการควบคุมอย่างนั้น

          ...วิชาเกี่ยวกับการตรวจวัดสายตา เรียกว่า optometry เป็นศาสตร์คู่ขนานของ ophthalmology (จักษุวิทยา) ต้องสอบเข้าคณะออปโตเมทรีเลย เรียกว่าหลักสูตร OD-Doctor of Optometry เป็นปริญญาสูงสุดด้านการวัดสายตา ใช้เวลาเรียน 6 ปี  ตอนนี้มีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

          ...ภาษาไทยเรียกว่า นักทัศนมาตร แปลว่านักวัดการมองเห็น คือวัดสายตา

          ...ผมเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้มีหลักสูตรนี้ในเมืองไทย แล้วก็ดีใจที่เรามีรุ่นแรกจบออกมาแล้วประมาณ 5-6คน จำนวนน้อยเพราะเรียนยาก ก่อตั้งเมื่อ 4 ปีก่อน คือถ้าจบปริญญาตรีสายวิทย์ ก็ต่อหลักสูตรนี้แค่ 4 ปี เพราะโอนหน่วยกิตวิชาพื้นฐานกันได้

          ...ทุกวันนี้ร้านผมมีด็อกเตอร์วัดสาย ตา 2 ท่าน แล้วก็จักษุแพทย์อีก 2 ท่าน แผนการขยายงานในปีนี้ต้องการรับด๊อกเตอร์วัดสายตาอีก 5 ท่าน จักษุแพทย์อีก 2 ท่าน เพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นในอัตราทวีคูณ”

 

 

          ที่คุณโบบิผลักดันและยินดีกับหลัก สูตรนี้มาก เพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ศึกษาหลักสูตรจากรั้วมหาวิทยาลัย เข้าใจความยากลำบากในการขวนขวายหาความรู้และฝึกฝนจนชำนาญโดยลำพังตัวเองเป็นอย่างดี

          “จะว่าไป ผมนี่ด้อยโอกาสด้านการศึกษานะ ไม่จบปริญญาตรีด้วยซ้ำ มาเรียนเทววิทยา เพื่อจะเป็นบาทหลวงหรือที่ปรึกษาชีวิตคน แต่สุดท้ายก็ไม่จบเพราะทำวิทยานิพนธ์ยังไม่เสร็จ

          ...ผมมีพี่น้อง 8 คน ผู้ชาย 6 คน ผู้หญิง 2 คน ผมเป็นคนที่หก

          ...ที่บ้านลำบากมากตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ อยู่กันแบบปากกัดตีนถีบ ข้าวไข่เจียวนี่ถือ เป็นสุดยอดอาหาร ของขวัญทุกๆวันเกิดของเราจะเป็นข้าวไข่เจียว

 

 

          ...คุณปู่ผมมาจากเกาะไหหลำของจีน เป็นหมอฟัน พ่อผมโตมากับคุณปู่ เรียนแค่ป.4 แล้วคุณปู่ชอบธรรมชาติเลยไปทำสวนยาง เอาพ่อไปทำด้วย แต่พอโตขึ้น พ่อก็ไม่เอาแล้ว ออกมาฝึกเป็นช่างนาฬิกา เปิดร้านขาย ไปได้ดีมาก

          ...แต่พอจะแยกจากหุ้นส่วน กลับไม่ได้เงินสด ได้แต่นาฬิกาใส่กระเป๋าเร่ขาย ตอนนั้นลำบากมากจนคุณพ่อต้องอธิษฐานถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพึ่งปาฏิหาริย์เพราะตอนนั้นจนตรอกจริงๆ

          ...แล้วเพื่อนพ่อชื่อหมอส้ม--ผู้ชายครับและเป็นคริสเตียน ให้พ่อไปอดอาหาร 3 วัน อธิษฐานขอกับพระเยซูที่โบสถ์ คุณพ่อก็ไม่มีอะไรจะเสีย จะอดตายกันอยู่แล้ว เลยไปอดอาหารอธิษฐานว่าถ้าช่วยได้ คุณพ่อจะไปประกาศให้คนอื่นรู้ว่าพระเจ้ามีจริง

          ...จากนั้นคุณพ่อได้ยินเสียงบอกให้ไปเดินในตลาด ก็มีเจ้าของบ้านหลังที่เราอยู่ ในปัจจุบัน เดินมาหาพ่อผมเลย ถามว่าจะเช่าบ้านเขามั้ย เขาบอกว่า

          ‘หน้าลื้อไม่ใช่คนขี้โกง’

          ...จริงๆที่สวยมาก มีคนจะเช่าเยอะแยะ มีเงินพร้อม พ่อผมก็บอกตามตรงว่า

          ‘ผมไม่มีตังค์’

          ‘ไม่เป็นไร เข้าไปอยู่เลย’

          ...แปลกมาก (ยิ้ม) ระหว่างที่กำลังแต่งร้านตรงนั้น คุณพ่อก็ขึ้นมาเรียนทำแว่น ที่กรุงเทพฯ ท่านมองว่ายังไงซะทุกคนก็ต้องใส่แว่น พอดีได้อาจารย์เก่งด้วย ตอนผมอายุซัก 7 ขวบก็เริ่มทำไม่ทันขายแล้ว”

          เมื่อพ้นวิกฤตมาได้ คุณพ่อของคุณ โบบิจึงเปลี่ยนมานับถือคริสต์ ลูกๆทุกคนก็นับถือตามคุณพ่อ

 

 

          “พออะไรๆดีขึ้น คุณพ่อที่ทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน จะใช้วันหยุดไปตามชนบทหรือหมู่บ้านต่างๆ ตามแต่จะได้ยินว่าพระเจ้าจะให้คุณพ่อไปที่ไหน จนถึงวันนี้ก็ยังทำอยู่

 

 

          ...ที่ที่พระเจ้าให้คุณพ่อไปในยุค นั้นมักจะเป็นพื้นที่สีแดงที่ตรัง นครศรีธรรม ราช กระบี่ สตูล แล้วงานหลักของคอมมิวนิสต์ สมัยนั้นคือจับเถ้าแก่ในเมืองไปเรียกค่าไถ่ นี่เถ้าแก่ในเมืองไปหาถึงที่ เขาเรียกว่า‘จีนในตลาด’ แต่ท่านก็อยู่ดีมาจนวันนี้ (ยิ้ม

 

 

     เรื่องราวของคุณพ่อเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ให้แรงบันดาลใจทั้งนั้น แต่คุณโบบิก็มีประสบการณ์ส่วนตัวที่น่าฟังจากปากเจ้าตัวเช่นกัน

          “ตอนผมเล็กๆซนมาก วันนึงพี่น้อง นั่งกินข้าวไข่เจียวกันอยู่ ผมกินในจานหมด ก็หันไปคว้าไข่เจียวในจานพี่ชาย กินไปวิ่งหนีไป ผมหันไปดูพี่ พอหันมาอีกทีก็เพล้ง   -- ตัวหลุดเข้าไปในตู้กระจกแล้ว

          ...ตอนนั้นวิญญาณผมออกจากร่าง เห็นแม่อุ้มผมที่เลือดเต็มหน้า ขึ้นรถตุ๊กตุ๊กไปโรงพยาบาล เห็นแค่นั้นแหละ

          ...แล้วแผลลึกมาก ถึงโพรงจมูก หมอคงฆ่าเชื้อไม่ดี พอออกจากโรงพยาบาล ผมเลยเป็นไซนัสอักเสบขั้นรุนแรงมาก ปวด ตลอดเวลา

          ...แผลเป็นบนหน้าผมก็ได้มาตอนนั้น จมูกขาดเลย บางคนไม่รู้ นึกว่าผมไปมีเรื่องกับจิ๊กโก๋ที่ไหน (หัวเราะ) ทุกวันนี้ผมมีรูจมูก 3 รูนะ มีพังผืดขึ้นข้างใน

          ...พอขึ้นม.ต้น มีเพื่อนรุ่นพี่ที่เป็นไซนัสอักเสบเหมือนกันไปฝึก ร.. ตากฝน แล้วรุ่งขึ้นตาย หมอบอกว่าไซนัสขึ้น สมอง

          ...ผมก็กลัวสิ รายต่อไปต้องเราแน่ๆ เลยรบเร้าให้คุณแม่พามากรุงเทพฯ ผ่าตัดดูดเอาหนองออก ทรมานมากเพราะเจ็บ แถมไม่หาย เป็นหนักกว่าเดิมด้วย คือมีเลือดไหล

          ...ผมก็กลัวตาย เลยอธิษฐานทั้งๆที่   ไม่มีความเชื่อ เพราะไม่เคยเจอกับตัวเอง แต่ผมอธิษฐานบอกกับ‘พระเจ้าของคุณพ่อ’ ‘พระเจ้าที่เคยช่วยคุณพ่อ’ วันนี้ผมเดือดร้อน อยากให้พระเจ้าของคุณพ่อช่วยผม แล้วผมจะทำอย่างคุณพ่อคือประกาศเรื่องราวของพระเจ้าให้คนอื่นฟัง

          ...ผมอธิษฐานอย่างนี้อยู่หลายเดือน แล้วก็หายไปเอง แล้วผมก็ลืมไป ตามประสาผม (ยิ้ม)

 

 

          ...สองสามปีถัดมา ผมเล่นบาสแล้วเพื่อนวิ่งมากระแทกข้างหลัง ผมก็ร่วงลงมาหลังฟาดพื้น ก็เจ็บกลับบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาเดินไม่ได้ ตกใจมาก แม่พาไปโรงพยาบาลถึงได้รู้ว่าหมอนรองกระดูกร้าว

          ...รักษาทั้งสมุนไพรจีน กายภาพบำบัดสุดท้ายทนไม่ไหวเลยตัดสินใจผ่า ก็ถามว่าถ้าผ่าสำเร็จจะหายเป็นปรกติมั้ย คำตอบคือ ไม่หายขาด ผมเลยนึกตามประสาเด็กว่าให้พระเจ้ารักษาดีกว่า เราไม่อยากเสี่ยง คือเราก็ไม่มีอะไรจะเ สียน่ะนะ

          ...ก็อธิษฐานสารภาพว่าคราวที่แล้วผิดไปแล้ว คราวนี้รับรองไม่เบี้ยว (ยิ้ม) ขอเพียงรักษาให้เป็นปรกติ จะเป็นผู้ประกาศแน่นอน

          ...อธิษฐานอยู่อย่างนี้ประมาณอาทิตย์ หนึ่ง มีอดอาหารอธิษฐานด้วย 3 วัน วันที่สามเหมือนกับมีอะไรร้อนวูบๆมาสัมผัสที่หลัง ลองเดินดูก็เดินได้ วิ่งเล่นได้

          ...ผมก็--ยอมแล้วไง จะไปเป็นผู้รับใช้พระเจ้าล่ะ”

          แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมปล่อยลูก มือที่มีแววรักชอบกิจการทางบ้านมาแต่เด็ก

          “เจ็ดขวบก็ขายของแล้วครับ ตื่นเช้ามาผมเป็นคนเดียวที่จัดแว่นจัดอะไรก่อน ไปโรงเรียน ผมชอบของผม

          ...พอจบม.3 พี่ๆทุกคนได้เรียนพยาบาล เรียนเกษตร เรียนการตลาดที่กรุงเทพฯ มีผมคนเดียวโดนล็อกว่าต้องเรียนที่ตรัง แล้วไม่ให้เรียนสายสามัญ ต้อง เรียนปวช.ช่างไฟฟ้า จบแล้วจะได้ช่วยที่บ้าน ผมก็ไม่รู้ว่าช่วยอะไรได้ แต่สมัยนั้นจบช่าง ไฟฟ้านั่นหรูที่สุดในตรังสอบก็ได้ที่หนึ่ง

          ...พอจบ ผมก็มาเรียนบาทหลวง ที่กรุงเทพฯ (Institute of Theology) ตำรากับอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นต่างประเทศ ผมเลยได้ภาษาอังกฤษที่นั่นแหละ”

 

 

          แต่ชีวิตก็แปรผันจนคุณโบบิที่เรียนเก็บหน่วยกิตปีสุดท้าย เหลือวิทยานิพนธ์เล่มเดียว ไม่จบปริญญาตามที่หวัง

          “เกิดวิกฤตที่บ้าน เราขยายสาขาเร็วเกินไป หมุนเงินไม่ทัน ซัดดัมบุกคูเวตพอดี ยิ่งไปกันใหญ่

          ...ปรกติพอปิดเทอม พี่ๆกับพ่อแม่จะตามผมไปช่วยงานที่ร้าน แล้วแต่ว่าจะให้ไปสาขาไหน ผมนี่ถูกกับลูกค้า ขายง่าย เพราะเราต้องการบอกให้ลูกค้ารู้ว่าเราชอบเขา แล้วก็อยากให้เขาชอบเรา ชวนคุย ทักทาย สบายดีหรือเปล่าครับ คุณมาจากประเทศไหน ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นต่างชาติ

          ...มันอยู่ที่เราผูกมิตรกับเขาได้ รู้ว่าเขาต้องการอะไร ผมไม่เคยถามลูกค้าเลยว่ามีอะไรให้ผมรับใช้ครับ ไม่เคย

          ...แต่จะชวนคุยไปเรื่อย โอ้--คุณนี่ตาสวยนะ เขาก็จะเป็นกันเอง พอถามว่าจะใส่แว่นแบบไหนดี เราก็ชี้ให้ได้เลย แล้วลูกค้าไม่ค่อยค้าน ลองขึ้นมาแล้วเขาก็ว่าเข้ากับเขา แล้วผมทำการบ้านหนัก ไปอยู่ร้านไหน จะรู้สินค้าทุกตัวในร้าน ต้องอยู่กับงาน

          ...วิกฤตตอนนั้นคือถ้าปิดร้านนึง ร้านอื่นล้มตามเป็นโดมิโนเลย ยุบสาขาหมดแล้วยังเป็นหนี้อีก

          ...พอทางบ้านโทร.มา ผมก็ขอเวลาคิดคืนนึง ไม่ใช่คิดว่าจะเลือกงานบาทหลวง หรืองานที่บ้านนะ แต่คิดว่าจะทำงานบาท หลวงหรือไม่ทำ พอดีเกิดวิกฤตศรัทธาบางอย่าง ไม่ใช่ในความเชื่อ แต่ในสถาบัน ในบุคคล ในที่สุดผมตัดสินใจเก็บของกลับบ้าน

          ...ไปถึงบ้านก็สรุปได้ว่าต้องหาเงิน 2 ล้านภายใน 30 วัน ถ้าไม่ทัน เช็คเด้ง บริษัทไม่ส่งของ ที่ดินกับร้านโดนยึด ทรัพย์ สินก้อนใหญ่หายวับไปกับตา

          ...ผมก็ดูว่าเรามีอะไร เราไม่มีเงิน แต่เรามีของ ก็ต้องเปลี่ยนของเป็นเงิน ใกล้ ตรุษจีนพอดี จัดเลย ‘ไชนีส แกรนด์เซล’ ที่ร้านบนเกาะ มุย สิบกว่าปีก่อนที่นั่นไม่รู้จักโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ผมเป็นเจ้าแรก

          ...หาลำโพงมาเปิดเพลงฝรั่งฮิตๆ เอา ผ้าแดงปูโต๊ะ เรียงแว่นกันแดด กล้อง นาฬิกา เครื่องคิดเลข ทุกอย่างที่ขนมาได้ ติดต่อซัพพลายเออร์ที่ยังส่งของให้เราอยู่ หาของมาขายเพิ่ม แบบเอาเงินมาหมุนก่อน

          ...ปรากฏว่างานนั้นกำไรอื้อถึง 50% จากยอดขายเดือนละ 30,000 บาท เราเก็บได้ 2 ล้านภายในเดือนแรก

          ...เดือนที่สองเลยจัดตุงแช่ตุงแช่ต่อ แต่ไม่ได้ยอดเดิมเพราะคนเลิกเห่อ แต่ยังได้เดือนละล้าน ทำไป 3 เดือน หักกลบลบหนี้แล้วก็พอจะทำร้านต่อไป”

 

 

          คุณโบบิมาดังอีกครั้งเมื่อใจกล้าเอาเลนส์โพรเกรสซีฟทำแว่นสายตาให้ลูกค้า

          “ที่จริง เลนส์โพรเกรสซีฟมีมาเป็นร้อยปีแล้วครับ ต้นคิดเป็นชาวอังกฤษ แต่ตอนแรกที่ทำออกมานั้นใส่ยาก ขายไม่ค่อยได้ ทั่วโลกนะ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย

          ...เพราะมันแพง การตรวจวัดยุ่งยาก ต้องวัดระยะห่างระหว่างเลนส์ถึงกระจกตา ดูความโค้งว่าแอ่นเข้าหรือแอ่นออก วัดมุม ก้มมุมเงย เพื่อให้ได้ค่าที่เที่ยงตรงที่สุด เพราะถ้าไม่แม่นพอ ลูกค้าจะใส่ไม่ได้ การตัดเลนส์ก็สลับซับซ้อน

          ...ที่เขาใส่เลนส์โพรเกรสซีฟกันไม่ค่อยได้ ใส่แล้วเวียนหัว ไม่มีอะไรหรอก คนทำไม่ละเอียดพอ จับใส่โป้ง เดินออกไปหัวทิ่มทั้งนั้นน่ะ เลนส์แพงขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์ถ้าทำไม่เป็น ทั่วไปเลยนิยมใส่เลนส์ สองชั้นไว้มองธรรมดากับมองไกล

          ...เลนส์โพรเกรสซีฟเทคโนโลยีใหม่ มีชั้นเลนส์มีเป็นหมื่นชั้น เนื้อเลนส์เป็นเรซินพิเศษ ใช้หัวขัดที่เปลี่ยนความโค้งของเลนส์แบบละเอียดยิบ เรียกว่าเครื่องซีเอ็นซีหรือเครื่องแกะสลัก คอมพิวเตอร์ ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้มีใช้ราว ค..1993 แต่จำหน่ายจริงปี ค..2000

 

 

 

          ...ทั้งเลนส์ เฉลี่ยแล้วมีเป็นพันๆกำลังไล่กันไป คือกำลังเลนส์แปรผันได้ส่วนบน สุดใช้มองไกล ส่วนล่างสุดใช้มองใกล้ๆ จะวิ่งขึ้นวิ่งลง

          ...พอใส่เลนส์นี้เลยเหมือนได้บริหารสายตาบ่อยๆ ส่วนคนที่ไม่ใช้ต้องชูนิ้วหัวแม่มือไปรอบๆแล้วมองตาม วันละ 20 นาที เช้ากับบ่ายครั้งละ 10 นาที

          ...ผมขายเลนส์โพรเกรสซีฟไฮเอนด์เป็นหลัก เพราะมันเปลี่ยนชีวิตลูกค้าผมได้ คนวัย 60 มาบอกว่าไม่รู้จะขอบคุณผมยังไง ใส่สบายมองเห็นชัดเหมือนได้กลับไปเป็นหนุ่ม นี่คือเลนส์คู่แรกที่ผมขายที่ตรัง

          ...แม้เลนส์โพรเกรสซีฟในตอนนั้นจะมีสโคปความคมชัดจำกัด แต่ก็เปลี่ยนโลกของเขาไปแล้ว

          ...เขาบอกว่า เวลาเดินกลับบ้านมันสบาย ถนนกว้าง ทางเข้าบ้านชัดเป็นทางไปเลย มองอะไรก็ สดใส แล้วมีความสุขมากเพราะเขารักกล้วยไม้ เวลาหยิบแมลง -- คนที่รักกล้วยไม้จะไม่ใช้ยาฆ่าแมลงนะ เขาจะใช้มือหยิบ ก็ต้องดูระยะไง เลยชอบเลนส์ตัวนี้มาก

          ...กินข้าว อ่านหนังสือ ทำอะไรก็ไม่ต้องเปลี่ยนแว่น ใช้อันเดียวพอ ตอนนั้นผมขายเขาคู่หนึ่งเกือบหมื่น เทียบกับเลนส์ธรรมดาแค่คู่ละสามสี่ร้อยบาท

 

 

          ...ที่ผมกล้าแนะนำให้ลูกค้าใช้ เพราะ ถ้าใส่ไม่ได้ก็เอามาคืน ผมพร้อมจะคืนเงินให้หรือทำคู่ใหม่เปลี่ยนให้ แต่ผมก็พยายาม ศึกษา พยายามทำให้ดีที่สุด เครียดเหมือน กันเพราะลองของใหม่ แต่เป็นคนชอบเครียด (ยิ้ม)

          ...เลนส์รุ่นเก่าที่ใช้เทคโนโลยี 30-40 ปีที่แล้ว ต้องหัดใส่สัก 1 อาทิตย์ เดี่ยวนี้ก็ยังมีขายอยู่ คู่ละพันก็มี

          ...แต่เลนส์โพรเกรสซีฟรุ่นใหม่ใส่แล้ว ชัดแจ๋วเลย ไม่ต้องรอปรับสายตา ราคามีให้เลือกตั้งแต่คู่ละ 35,000 บาท ไปจนถึงคู่ละแสน 

 

 

          ...เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีดีขึ้น ใช้เครื่องคำนวณที่ความละเอียด 42,600 กว่าล้านค่า เอาค่าสายตาของมนุษย์ที่มีความแตกต่าง 42,600 กว่าล้านมาคำนวณ แล้วออกแบบ เลนส์ตามสายตาแต่ละข้าง ตามตำแหน่งแว่น

          ...ถ้าทำสำเร็จก็จะได้เลนส์อีกแบบเป็นการปรับแว่นเข้าหาคน แล้วบริษัทโรเดนสตอคก็ทำสำเร็จ

 

  

 

          ...ปัจจุบันมีการคิดค้นเลนส์แว่นตาต้นแบบราคาคู่ละล้านกว่าบาท เปลี่ยนวัสดุไปเลย ใช้เครื่องยิงอนุภาค ร้าง เลนส์ขึ้นมาจากเนื้อเรซิน 1 ล้านชนิด เป็นเทคโนโลยีนาโน

          ...หนึ่งล้านชนิดนี้แตกต่างกันที่ index (กำลังเลนส์) เพื่อจะแก้ไขการบิดเบือนเชิงแสงให้ได้ละเอียดยิบที่สุด ฉะนั้นจึงต้องออกแบบเลนส์ลึกเข้าไปถึงระดับโมเลกุล ออกแบบการเรียงตัวของโมเลกุล แล้วสร้างเลนส์ตามนั้น

          สร้างได้แล้ว แต่เขาไม่เชื่อว่าจะขายได้ แต่ตอนนี้ผมมีกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจะซื้อ แล้วเขาคอยอยู่

          ‘เลนส์ตัวใหม่ออกมา บอกเลยนะ’

          ...ผมก็บอกทางนั้นไปว่าผมจะขายให้ ดู น่าจะเริ่มจำหน่ายได้ภายในปี 2010

          คุณโบบิออกตัวว่าเขาไม่ได้เก่งที่สุดใน โลกเรื่องการทำเลนส์ ตัดแว่น แต่ที่ทำแว่นได้ดีกว่าคนอื่นๆเพราะใจ

 

  

 

          “เวลามีรายยากๆเข้ามา ผมจะคิดอยู่นั่นว่าทำยังไงให้เขาเห็นดีที่สุด เคยมีนะ แก้กันอยู่นั่น ลูกค้าเลยเห็นว่าผมไม่ทิ้งโจทย์ ไม่ปัดให้พ้นตัว คิดอยู่นั่นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เกิดอะไรขึ้น แล้วจะแก้ยังไง

          ...ถ้าผมคิดวิธีได้ ผมจะบอกลูกค้า แล้วถามว่าคุณจะเอาวิธีของผมมั้ย

          ...แล้วผมพูดได้เลยว่าเราเป็นร้านแว่น ร้านเดียวในโลกตอนนี้ที่ถ่ายจอประสาทตาให้ผู้ใช้บริการทุกคน เพราะแค่เราถ่ายรูปให้ ลูกค้าได้หมื่นคน ก็ช่วยเขาไม่ให้เสี่ยงกับการตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้แล้ว

 

 

          ...จะมีสัญญาณบอกบนภาพถ่าย ถ้าเราถ่ายจอประสาทตาทุกปี สักสามปี ให้หมอหรือผู้เชี่ยวชาญของร้านผมดูนี่ ตอบได้เลยว่ารายนี้สุขภาพสายตาโอ.เค.หรือไม่ บางกรณีหมอเห็นแล้วบอก

          ‘สงสัยจะเป็นไทรอยด์’ หรือ

          ‘เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอาจจะมีปัญหา’

          ...เราก็จะบอกคนไข้ให้ไปตรวจ ตรงนี้ผมว่าสำคัญ เป็นการดูแลคนไข้ระดับนึง เพราะปัญหาของคนไทยคือไม่ชอบไปโรงพยาบาลตรวจสุขภาพสายตาประจำปี เรามักจะไปตอนมันสายไปแล้ว

          ...หรือบางรายอายุสัก 60-80 ปี มีสีขาวขุ่นๆที่ขอบลูกตาดำเป็นวงเลย อันนี้ไม่กระทบการมองเห็นเพราะรูม่านตาอยู่กลางตาดำ แต่เป็นสัญญาณว่าคอเลสเตอรอลสูง ไขมันมาเกาะที่กระจกตาแล้ว

          ...พอร้านเราเจออะไรอย่างนี้ปุ๊บ จะเตือนคนไข้เลยว่าตรวจคอเลสเตอรอลบ้าง หรือเปล่า ให้วัดความดันเลือดก่อนเลย

          ...นอกจากนี้ ร้านผมยังใช้อุปกรณ์อีกตัว เรียกว่า พีดีมิเตอร์ (Pupil Distance Meter) เป็นระบบดิจิตอลวัดจุดกึ่งกลางตา

 

 

          ...จมูกคนเราไม่ได้อยู่กึ่งกลางใบหน้าเสมอไป จึงต้องหาจุดกึ่งกลางให้เจอ ถ้าวางจุดตรงนี้ผิด ก็คือการแถมปริซึมให้คนไข้ นี่คือที่มาว่าทำไมตัดแว่นมาแล้ว แว่นเอียง ดูแปลกๆ ต้องปรับสายตาอีกพักหนึ่ง”

          ทั้งหมดนี้คือ สาเหตุที่คุณโบบิภูมิใจในงานที่ทำและในร้านไอซอปติก

          “ถึงคุณไม่มีตังค์ แต่อยากให้เราตรวจสุขภาพตาให้ ก็เดินเข้ามาได้ ขอเพียง ตั้งใจมา ผมไม่เคยปฏิเสธ

          ...ถ้าถามราคา ก็ต้องบอกว่าผมคิดค่าตรวจสามพันบาท แต่บางคนเขามาแบบจริงใจมาก เขาอยากจะตรวจจริงๆ

          ...แต่เมื่อถึงเวลาทำแว่น ผมก็มีราคา ของผม ที่ผมไม่สามารถทำเลนส์ทุกราคาได้ เพราะทุกวันนี้ก็ทำเลนส์คู่ละแสนไม่ทันส่งมอบลูกค้าอยู่แล้ว แต่สามารถส่งคุณไปหาลูกศิษย์ผมได้ มีร้านแว่นหลายแห่งมาเรียนวิธีวัดสายตาและวิธีอื่นๆกับผม

 

 

 

          ...ระยะเวลาทำเลนส์แต่ละคู่อยู่ที่ 1 เดือนครับ แล้วเวลารับแว่น ผมต้องดูรายละเอียดให้ได้ตามที่ออกแบบมา ไม่อย่างนั้นเลนส์จะไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่

          ...จริงๆแล้ว ผมถือว่าผมไม่ได้ขายเลนส์นะ ผมขายการมองเห็น แล้วเป็นการมองเห็นในระดับสูงสุด เผอิญเลนส์นี่เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้มองเห็น--แค่นั้นเอง”

          ถึงจะพูดอย่างนี้ คุณโบบิก็รู้ดีที่สุดว่าไม่เพียงการมองเห็นเท่านั้น แต่ลูกค้าจะได้ประสิทธิภาพ มองและคุณภาพชีวิตคืนมาด้วย



แก้ไขโดย administrator เมื่อวันที่ 12 April 2008 เวลา 19:24
กลับขึ้นด้านบน เปิดดู administrator's  ข้อมูลส่วนตัว ค้นหาข้อความอื่นที่แสดงความเห็นไว้โดย administrator ส่งข้อความส่วนตัว จัดเก็บไว้ในสมุดรายนามสมาชิก (Buddy List)
 
JeffreIvey
Registered
Registered
ภาพสัญลักษณ์

ร่วมเป็นสมาชิกเมื่อ: 18 April 2019
ที่อยู่: United States
ตอบ: 2
แสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่: 13 July 2019 เวลา 17:56 | IP อ้างถึงข้อความของ JeffreIvey

The beauty of offshore online banking is that in addition to enabling you to conduct my bankcard activities allowed by traditional and local brick and mortar businesses, it allows you more variety and flexibility in terms of your banking needs.
กลับขึ้นด้านบน เปิดดู JeffreIvey's  ข้อมูลส่วนตัว ค้นหาข้อความอื่นที่แสดงความเห็นไว้โดย JeffreIvey ส่งข้อความส่วนตัว จัดเก็บไว้ในสมุดรายนามสมาชิก (Buddy List)
 
TimBlais
Registered
Registered


ร่วมเป็นสมาชิกเมื่อ: 30 August 2019
ตอบ: 1
แสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่: 30 August 2019 เวลา 22:46 | IP อ้างถึงข้อความของ TimBlais

when the lens is in the far view position Which is the position where we rest bankcard
our eyes The lens is placed in a flat image, comfortably released Our eye muscles and vision system will also be in a resting state.
กลับขึ้นด้านบน เปิดดู TimBlais's  ข้อมูลส่วนตัว ค้นหาข้อความอื่นที่แสดงความเห็นไว้โดย TimBlais ส่งข้อความส่วนตัว จัดเก็บไว้ในสมุดรายนามสมาชิก (Buddy List)
 

หากท่านต้องการร่วมแสดงความเห็นในหัวข้อสนทนานี้ ท่านจำเป็นจะต้องทำการ login
หากท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิกฯ กรุณาทำการ สมัครสมาชิกฯ

  ร่วมแสดงความคิดเห็นสร้างหัวข้อสนทนาใหม่
รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการพิมพ์ รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการพิมพ์

ท่าน ไม่สามารถ สร้างหัวข้อสนทนาใหม่ได้
ท่าน ไม่สามารถ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบข้อความของท่านได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความของท่านได้
ท่าน ไม่สามารถ สร้างแบบสำรวจความคิดเห็นได้
ท่าน ไม่สามารถ ร่วมลงคะแนนในแบบสำรวจความคิดเห็นได้

Powered by Web Wiz Forums version 7.01
Copyright ©2001-2003 Web Wiz Guide

Translated By Travelbookingcenter.com

ใช้เวลาในการประมวลผลทั้งหมด .5078 วินาที

Netdesign Board BY NetdesignHost.com